Review จอคอมพิวเตอร์ LG FLATRON W1942T

เมื่อเร็วๆนี้ (ก.พ. 52) จอคอมพิวเตอร์ CRT SAMSUNG 793DF ขนาด 17 นิ้ว ตัวเก่าของผมที่ใช้มา 3 ปีได้ มีอาการจอสั่น ภาพแตก และชอบดับไป เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่ใช้งาน เริ่มเกิดอาการเซ็งเลยไปถอยจอตัวใหม่มาที่ฟอจูน รัชดา

Before : SAMSUNG 793DF

After : LG W1942T

เดินเลือกอยู่ 3-4 รอบ เพื่อเปรียบเทียบราคาและขนาด ผมใช้งานคอมพิวเตอร์ในการเขียนโปรแกรม และทำเวบไซต์ซะส่วนใหญ่ เลยไม่อยากได้จอที่ wide มาก ด้วยราคาและขนาดที่กำลังดี เลยมาลงตัวกับ LG FLATRON W1942T มาดูสเปคของ LG W1942T ก่อนดีกว่า

Size 19W
Resolution 1440 X 900
Brightness 300cd/?
Contrast Ratio 8000:1 DFC (Original 700:1)
Response Time 5ms (Typical)
Connectors PC??? 15Pin D-Sub, DVI-D
Power Consumption On??? 36W
Stand-by / Suspend 1W
Dimension(W x H x D) 448 X 383 X 198
SPECIAL FEATURES FLATRON f Engine, HDCP, 4:3 in Wide

รับประกัน COM7 3 ปี

จริงๆแล้วผมไม่ได้อยากได้จอ wide แบบนี้ซะเท่าไหร่แต่ดูเหมือนมันเป็น trend ของจอสมัยใหม่ที่รองรับ Multimedia & Entertainment จะได้ดูหนังเล่นเกมได้เต็มจอ หลังจากตัดสินใจว่าจะเอาตัวนี้แล้ว ทางร้านที่ซื้อมีโปรโมชั่นผ่อน 6 เดือน 0% กับบัตรเครดิต Citibank, KTC, Krungsri ฟังดูก็น่าสนใช่ไหมละครับ แต่ว่าถ้าซื้อแบบผ่อน 0% ทางร้านบอกว่าจะบวก VAT ไปอีก 7% จอราคา 4100 บาท ก็จะเสีย VAT เพิ่มอีก 7%? (287 บาท) ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือยังไงนะ แล้วที่ซื้อๆกันอยู่ไม่เสีย VAT เหรอ ใครรู้ช่วยบอกที

ผมก็บอกงั้นไม่เอาดีกว่า เอาบัตรเครดิตจ่ายเต็มไปเลย ทางร้านจะ Charge 1.8% ค่ารูด ผมเลยเดินไปกดเงินสดมาจ่ายให้มันจบๆไปเลยดีกว่า จากนั้นก็ของเทสหา dead pixel หน่อย โอเคเรียบร้อย จ่ายตังค์กลับบ้าน

แกะกล่องมาลองเทสทันทีที่ถึงบ้าน เปลี่ยน resolution เป็น 1440 X 900 โอ้ แม่เจ้าโว้ย ทั้งสว่างชัด ทั้งแจ่ม ได้พื้นที่แสดงผลเพิ่มขึ้นตั้งเยอะ การใช้งานทั่วไป เล่นเวบ พิมพ์ word ใช้งานได้ดี ปกติ ลองเอาหนังมาสเตอร์มาเปิดดูก็ใช้ได้ดีเลยทีเดียว สำหรับการ์ดจอที่ใช้ก็ ASUS REDEON 9200 ตัวเก่า คิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็นการ์ดจอรุ่นใหม่คงจะเล่นเกม ดูหนังเนียนกว่านี้เยอะ

สรุปกันไปเลย สำหรับผม LG W1942T คุ้มค่า น่าใช้มาก สำหรับการใช้งานทั่วไป ในราคา 4,100 บาท สำหรับคนที่จะเอาไปเล่นเกม ก็ไม่แน่ใจว่า Response 5 mS จะช้าไปไหม

ภาพจากกล้องมือถือ Nokia 3110

สำหรับใครที่สนใจจะซื้อ Nokia 3110 มาใช้นั้น โดยอยากรู้ว่ากล้องของ Nokia 3110 ความละเอียด 1.3 Megapixel คุณภาพเป็นยังไงผมได้ลองถ่ายรูปมาให้ดูกันครับ

ภาพทั้งหมดย่อจากขนาดจริง 1024×1280 ย่อมาเป็นขนาด 300×375 ไม่ได้ปรับแต่งสี

ภาพดอกบัว ภาพนี้จะแจ่มที่สุดเท่าที่ผมลองถ่ายมา

ภาพก๋วยเตี๋ยวเรือ ดูสีเพี้ยนๆไปหน่อยถ่ายตอน 8 โมง

ภาพโรงอาหาร ที่ อช. เขาใหญ่

สรุปได้ว่ากล้องตัวนี้จะถ่ายได้ดีที่สุดเมื่อมีแสงสว่างมากๆ ถ้าไปถ่ายตอนกลางคืน Noise จะเยอะมาก ก็ถือว่าใช้ได้ครับ สำหรับกล้องที่ติดมือถือราคา 3 พันกลางๆ

เรียนรู้สมาร์ตการ์ด ตอนที่1

รูปที่ 1 สมาร์ตการ์ดในชีวิตประจำวัน

หลายคนอาจไม่รู้ว่าสมาร์ตการ์ดคือคืออะไร ทั้งๆ ทีมันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดชิ้นหนึ่ง สมาร์ตการ์ดที่ในเด่นชัดในชีวิตประจำวันเราได้แก่บัตรประชาชน และ ซิมการ์ด ( SIM Card ) ในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสมาร์ตการ์ดสามารถทำงานได้หลายรูปแบบ เช่นบัตรโทรศัพท์ใช้สมาร์ตการ์ดในรูปแบบหน่วยความจำ ซิมการ์ดในโทรศัพท์มือถือใช้สมาร์ตการ์ดในรูปแบบไมโครโปรเซสเซอร์

พื้นฐานของสมาร์ตการ์ด

รูปที่ 2 พื้นฐานของสมาร์ตการ์ด

เริ่มแรกสมาร์ตการ์ดพัฒนามาจากการนำหน่วยความจำ (EEPROM) มาฝังในบัตรพลาสติกแล้วนำมาใช้งาน โดยใช้หน้าสัมผัสของบัตรต่อกับเครื่องอ่านการ์ด การอ่านข้อมูลจากการ์ดทำใด้โดยอินเตอร์เฟสกับหน้าสัมผัสของการ์ด เนื่องจากขนาดพื้นที่หน้าสัมผัสของการ์ดมีจำกัดดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบ ให้หน้าสัมผัสมีการใช้งานน้อยที่สุด ระบบที่สอดคล้องกับการใช้งานดังกล่าวก็เห็นจะเป็นระบบ I2C (Inter-IC Communication) ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากบริษัทฟิลิปส์ , Synchronous และ UART จุดมุ่งหมายหลักของการสื่อสารแบบนี้ คือต้องการให้ไอซีสามารถติดต่อสั่งงานหรือควบคุมภายใต้สายสัญญาณ 2 เล้น

ชนิดของสมาร์ตการ์ด

ถ้าเราจะแบ่งโดยใช้ชนิดของชิปสมาร์ตการ์ด สามารถแยกได้ 2 แบบคือ แบบ Memory ได้แก่พวกบัตรโทรศัพท์ อีกแบบหนึ่งคือ แบบไมโครโปรเซสเซอร์ ได้แก่ซิมการ์ดในโทรศัพท์มือถือ หรือถ้าจะยึดหน้าสัมผัสก็อาจจะแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ 1.แบบสื่อสารโดยใช้หน้าสัมผัส 2. แบบสื่อสารโดยไม่ใช้หน้าสัมผัส 3. ใช้ทั้งแบบมีหน้าสัมผัสและไม่มีรวมกัน

Memory Card (Synchronous card)

สมาร์ตการ์ดชนิด Memory ใช้การสื่อสารแบบอนุกรมตามสัญญาณนาฬิกาที่ให้กับชิป และการรับส่งข้อมูลต้องสอดคล้องกับสัญญาณนาฬิกา สมาร์ตการ์ดชนิดนี้มีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วย ขาอินพุทและเอาท์พุท , หน่วยความจำข้อมูลหรือ RAM , หน่วยความจำสำหรับเก็บชุดคำสั่งหรือ ROM ขาต่างๆ ของสมาร์ตการ์ดยี่ห้อหนึ่งมีตำแหน่งของหน้าสัมผัสและหน้าที่การทำงานดังรูปและตารางต่อไปนี้

รูปที่ 3 สัญญาณ/ไฟเลี้ยงสมาร์ตการ์ด

รูปที่ 4 หน้าสัมผัส (Contact) สมาร์ตการ์ด

ชื่อหน้าสัมผัสและหน้าที่ดังตารางต่อไปนี้

รูปที่ 5 Pin Function

สมาร์ตการ์ดในรุ่นแรก ๆ เป็นสมาร์ตการ์ดประเภท Free Access Memory สมาร์ตการ์ดแบบนี้สามารถทำการอ่านและเขียนข้อมูลใน Address ต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องมีรหัสผ่าน จุดนี้เป็นจุดอ่อนของสมาร์ตการ์ดรุ่นก่อน ๆ ในปัจจุบันนี้สมาร์ตการ์ดมีการเข้ารหัสที่ยากแก่การเข้าถึงข้อมูลโดยการ Hack

สมาร์ตการ์ดแบบที่ใช้ในบัตรโทรศัพท์ TOT ในประเทศไทยนั้นเป็น Memory Card ชนิด Token ภายในสมาร์ตการ์ดนี้จะมีการเก็บข้อมูลในลักษณะของ Counter ซึ่งเมื่อทำการใช้ไปหน่วยความจำก็จะถูกลดลงเรื่อย ๆ เมื่อใดที่หน่วยความจำถูกใช้หมดแล้วย่อมหมายถึงบัตรนั้นไม่สามารถใช้โทรออกได้แล้ว แต่ถึงบัตรจะถูกใช้หมดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถอ่านข้อมูลจากบัตรได้

Processor Card (Asynchronous Card)

สมาร์ตการ์ดแบบ Processor Card มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Asynchronous เพราะใช้การสื่อสารแบบ Asynchronous ในการติดต่อ สมาร์ตการ์ดชนิดนี้ได้เพิ่มหน่วยประมวลผล (Processor) เข้าไปด้วย ทำให้สมาร์ตการ์ดชนิดนี้มีทั้ง Memory และ Processor การที่ใส่ Processor ทำให้ต้องเพิ่มหน่วยความจำสำรองเข้าไป ทั้งให้ราคาของการ์ดชนิดนี้มีราคาสูงขึ้นด้วยซึ่งแปรผันตรงกันความสามารถในการทำงานของมัน หน้าสัมผัสของการ์ดชนิดนี้เหมือนกับแบบ Free Access Memory เพราะใช้มาตราฐาน ISO-7816 เหมือนกัน การเข้าถึงข้อมูลของการ์ดขนิดนี้ไม่สามารถทำได้เหมือน Free Access Memory การเข้าถึงข้อมูลต้องกระทำผ่านทาง Processor เท่านั้น เพราะหน่วยความจำจะอยู่ในความควบคุมของ Processor ถึงแม้จะมีการเข้าถึงข้อมูลที่ยากกว่า Free Acess Memory แต่ก็มีความปลอดภัยสูงจากการ Hack

Contactless Card

สมาร์ตการ์ดแบบ Contactless ไม่ใช้หน้าสัมผัสในการเข้าถึงข้อมูล ระบบของสมาร์ตการ์ดแบบนี้เป็นระบบที่ทันสมัยที่สุดเลยก็ว่าได้ การสื่อสารกับสมาร์ตการ์ดชนิดนี้ใช้การสื่อสารโดยใช้คลื่นวิทยุ โดยการส่งความถี่ 13.56 MHz ไปยังสมาร์ตการ์ด ที่ตัวสมาร์ตการ์ดจะมีเสาอากาศที่เป็นขดลวดที่ได้รับการแมชชิ่งมาอย่างดีคอยรับสัญญาณ จะเห็นได้ว่าสมาร์ตการ์ดประเภทนี้จะแปลกกว่าชนิดอื่นตรงที่ว่าใช้กระแสไฟฟ้าที่มาจากคลื่นวิทยุทำงานเท่านั้น ดังนั้นการออกแบบสมาร์ตการ์ดแบบนี้จึงต้องออกแบบให้ใช้ไฟต่ำที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ ไม่งั้นจะไม่เพียงพอในการทำงานของการ์ด ถ้ามองดูที่สมาร์ตการ์ดประเภทนี้แล้วเราไม่ออจบอกได้ว่าเป็นสมาร์ตการ์ดแบบ Contactless เพราะรูปร่างภายนอกเหมือนบัตรพลาสติกใบหนึ่ง สมาร์ตการ์ดแบบนี้ พบบ่อยในอาคารที่จอดรถ เพราะว่าสามารถอ่านข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หรือจะพบว่านิยมใช้เป็น Security Card

Com – Bi Card

สมาร์ตการ์ดชนิดนี้เป็นการรวมเอาสมาร์ตการ์ดแบบมีหน้าสัมผัสและไม่มีหน้าสัมผัสเข้าด้วยกัน โดยการใช้หน่วยความจำเข้าด้วยกันในการใช้งานที่ต้องการความปลอดภัยสูงก็จะใช้การเข้าถึงแบบมีหน้าสัมผัส โดยผ่านตัวโปรเซสเซอร์ ส่วนงานที่ต้องการความรวสดเร็วสะดวกสบายก็จะใช้การสื่อสารทางคลื่นวิทยุโดยไม่มีการใช้หน้าสัมผัส

รูปที่ 6 โครงสร้างภายในของสมาร์ตการ์ดชนิด Com – Bi Card

Hybrid Card

สมาร์ตการชนิดนี้มีลักษณะโครงสร้างเหมือนการ์ดประเภท Com – Bi Card แต่จะแตกต่างกันที่หน่วยความจำข้อมูล โดยหน่วยความจำระหว่างมีหน้าสัมผัสและไม่มีหน้าสัมผัสจะถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ในปัจจุบัน Hybrid Card จะมีความหมายรวมถึงบัตรที่มีคุณสมบัติในการใช้งานตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปเช่น การ์ดที่มีทั้งแถบแม่เหล็กและชิปสมาร์ตการ์ด , บัตรสมาร์ตการ์ดที่มีหน้าสัมผัสและไม่มีหน้าสัมผัส

รูปที่ 7 โครงสร้างภายในของสมาร์ตการ์ดชนิด Hybrid Card